ยินดีต้อนรับ

ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ธรรม มหัศจรรย์ และอจินไตย dr.natdhnond@gmail.com, dr.natdhnond@hotmail.com

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

(008) ปาฏิหาริย์ของหลวงปู่แสงและหลวงปู่โต

ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล

ท่านทั้งหลาย เรื่องราวต่อไปนี้ ผมพึ่งได้รับการบอกเล่าเรื่องราวมาจากผู้มีบุญท่านหนึ่ง จากจังหวัดลพบุรี ผมไม่เคยรู้จักกันกับท่านมาก่อน แต่อยู่ๆก็ได้รับการติดต่อมาเมื่อสามสี่วันที่ผ่านมา (11 มีนาคม 2556) ความจริงแล้ว ผมกำลังจะละวางการเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับพระเครื่องทั้งหมด เพราะใกล้ถึงเวลาที่ผมต้องปลีกตัว ปลีกวิเวก เพื่อเข้าสู่ความเพียรในการภาวนาจนวาระสุดท้ายของชีวิต เพราะผมได้ละวางพระเครื่องแลวัตถุมงคลทั้งหมดไว้เบื้องหลังแล้ว แต่อาจมีเหตุจำเป็นบางประการ ที่ผมยังต้องมาวนเวียนอยู่กับการนำเสนอบทความเกี่ยวกับพระเครื่องต่อไปอีกสักระยะ ด้วยเหตุอาจเคยผูกพันอยู่กับเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ในอดีต ดังนั้น บทความและเรื่องราวต่อไปนี้ ผมจึงนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทาน และที่สำคัญ ก็เพื่อประกาศพระเกียรติคุณของเจ้าพระคุณ "สมเด็จโต" ที่ท่านสละเวลาทั้งกายและใจในการสร้างพระและวัตถุมงคลขึ้นมา ก็เพื่อเป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนา เพื่อให้สาธุชนได้รำลึกถึงคุณของพระพุทธศาสนา เป็นพุทธานุสติ ธรรมานุสติ แลสังฆานุสติ ด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ หาใช่เพื่อการเรี่ยไรเงิน หรือการซื้อขายกันแบบพุทธพาณิชย์เฉกเช่นในปัจจุบัน

ท่านทั้งหลาย เมื่อท่านอ่านจบลงแล้ว ก็จงใช้ปัญญาพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล ทั้งทางโลกและทางธรรม เมื่อท่านผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ท่านได้สร้างพระแลวัตถุมงคลขึ้นมาแล้ว ท่านก็มีเจตนาเพื่อการศาสนา แม้กาลเวลาจะล่วงพ้นมาแล้วมากกว่าร้อยห้าสิบปี แต่วัตถุนั้นก็ยังคงสภาพอยู่ ยังไม่เสื่อมสลายไป เราผู้เกิดมาในภายหลังจึงเห็นและมีอยู่ ก็จงใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ท่านสร้างไว้ให้คุ้มค่ามากที่สุด ก็เพื่อเป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนา ดั่งที่องค์ผู้สร้างท่านตั้งเจตนาไว้ แม้เราจะเข้าใจได้ว่า สิ่งทั้งหลายก็ล้วนเป็นอนิจจัง สุดท้ายก็ไม่มีตัวตนหลงเหลือจนเป็นอนัตตาก็ตาม แต่เมื่อมีแล้ว เราก็ได้ใช้สิ่งนี้แหละ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและส่วนรวม จนกว่าสิ่งนี้จะสูญสิ้นไป

อย่างไรก็ตาม แม้ความจริงเท็จจะเป็นเช่นไร ผมก็เต็มใจที่จะนำเอาเรื่องราวเหล่านี้ มาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทาน โดยไม่มีสิ่งใดเคลือบแคลง เพราะเป็นเจตนาอันบริสุทธิ์ ส่วนรายละเอียดต่างๆ ก็ขอให้ติดต่อสอบถามกับท่านเจ้าของคือ ร้อยตำรวจตรี สมาน กุญแจทอง ตามที่อยู่ข้างล่าง

หมายเหตุ ผมไม่มีผลประโยชน์ใดๆในการนี้ทั้งสิ้น และจะไม่ขอรับผิดชอบใดๆ หรือในการกระทำใดๆ หรือในสิ่งใดๆ ที่จะบังเกิดขึ้นในกาลครั้งหน้า ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็ตาม  และผมจะไม่ขอนำเสนอเรื่องแบบนี้ให้แก่ใครอีก เพราะผมจะยุติบทบาทเพื่อหันไปปฏิบัติธรรม และปลีกวิเวกต่อไป จึงแจ้งมาให้ทราบโดยทั่วกัน

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
19 กรกฎาคม 2556






ปาฏิหาริย์พระสมเด็จวัดระฆัง 
"องค์พระธาตุในเนื้อยางชัน"
เขียนโดย ร้อยตำรวจตรีสมาน กุญแจทอง







แสงสีทองเปล่งประกายออกมาจากส่วนหน้าอกของพระสมเด็จ


เหตุที่สร้างสถานปฏิบัติธรรม และวิหารสมเด็จพุฒาจารย์ (โตพรหมรังสี) พระอาจารย์แสง (หลวงปู่แสง) วัดมณีชลขันธ์ อาจารย์ของสมเด็จโตนั้น เพื่อเผยแผ่เกียรติคุณของท่านตามนิมิต และตามที่ข้าพเจ้าจะเล่าต่อไปนี้


ประวัติพระสมเด็จองค์นี้ ผมคิดว่าคงจะมีองค์เดียวในประเทศไทยหรือ(องค์เดียวในโลกก็ได้) ดูแล้วต่างจากพระสมเด็จองค์อื่นๆเขา เพราะด้านหลังพระเป็นรูปดอกบัวดอกเดียวหมายความว่า (บัวพ้นน้ำสำเร็จฌานกรรมฐานรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว) เนื้อพระเป็นพระธาตุอรหันต์ล้วนๆ จึงมีพลังพุทธคุณและพุทธานุภาพสูงกว่าพระสมเด็จรุ่นอื่นๆ ที่สมเด็จโตท่านได้สร้างเอาไว้ ลักษณะของพระนั้น ลงรักปิดทองอย่างดีแถมยังหล่อไว้ในชันยางไม้อีกต่างหาก เพื่อกันไม่ให้ผุพังไปตามธรรมชาติและกาลเวลา  การหล่อไว้ในชันยางไม้นั้น ก็กลมเท่ากำปั้นกำพอดี เมื่อเราสังเกตดูจะเห็นว่า สมเด็จท่านชอบนั่งสมาธิอยู่ในท่านั่งบริกรรมมือของท่านนั้น จะกำอยู่ที่หน้าอก ผมคิดว่าท่านอาจจะกำพระองค์นี้ไว้ในมือของท่านก็ได้ เมื่อท่านนั่งเข้าสมาธิทุกครั้ง สิ่งนี้เป็นความคาดหมายส่วนตัวของผมเท่านั้นนะครับ

                  
คราวนี้ผมจะเล่าที่มาที่ไปของพระองค์นี้ให้ท่านฟังเพียงคร่าวๆ นะครับ ก่อนผมจะมีพระสมเด็จองค์นี้นั้น ตัวผมเองไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีโอกาสได้มีพระสมเด็จวัดระฆังกับเขาได้ เพราะที่รู้ๆนั้น มันแพงซะ เหลือเกิน อีกอย่างไม่ค่อยได้สนใจสักเท่าไหร่ และคิดว่ามันเป็นของสูงบุคคลที่จะมีสมเด็จวัดระฆังไว้ครอบครองนั้น จะต้องเป็นบุคคลที่มีบุญเท่านั้น ถึงจะได้ครอบครองผมก็เลยเฉยๆ แต่มีอยู่วันหนึ่งเป็นเหตุบังเอิญ ที่ผมได้ไปร่วมทำบุญเลี้ยงพระและทำบุญบ้าน ของนายทหารยศนายพลท่านหนึ่ง ในงานนั้นได้มีการเข้าประทับร่างหลวงปู่โตอยู่ ส่วนตัวผมนั้นเมื่อทำบุญ และทานข้าวเสร็จแล้ว ก็คิดว่าอีกสักครู่ก็จะกลับ ก่อนจะกลับก็ได้เดินไปเข้าห้องน้ำผ่านมาทางที่เขาเข้าประทับร่างสมเด็จโตกันอยู่ ร่างมองมาทางผมพร้อมทั้งชี้มือมาแล้วพูดเสียงดังๆเลยว่า ไอ้คนนี้แหละจะมีพระสมเด็จของกูเยอะ ผมได้ยินดังนั้น ผมก็อดที่จะหัวเราะในใจไม่ได้ เพราะพระสมเด็จนั้น เป็นอย่างไรผมยังไม่รู้เลย และมันเป็นไปไม่ได้ ผมก็เลยเฉยๆ และผมไม่เชื่อเรื่องร่างทรง ผมว่ามันเป็นการหลอกลวงกันเปล่าๆ ลืมบอกไปว่าเหตุเกิดประมาณปี 47

พอมาปี 50 วันหนึ่งผมออกเวรมา ก็มานอนพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ส่วนภรรยาไปทำงาน เวลา 11 โมงกว่าๆ ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมามองไปข้างเตียงครึ่งหลับครึ่งตื่น ก็เห็นมีพระภิกษุชราองค์หนึ่งมายืนอยู่ข้างๆเตียงผม ผมตกใจจึงพยายามมองดู และเอามือขยี้ตาดูอยากจะรู้ว่าเป็นใคร พอหลังจากเอามือขยี้ตาดูก็เห็นพระรูปนั้น ค่อยๆหันกลับหลังพร้อมทั้งยิ้มแล้วเดินหายเข้าผนังบ้านไป พอผมหายจากตกตลึง ไม่อยากเชื่อกับตนเองว่ามันเป็นไปได้ ก็มานึกว่าเป็นพระอะไร ชื่ออะไร ผมพอจำเค้าใบหน้าได้ พอมีโอกาสได้ไปบิ๊กซี หรือโลตัสก็จะไปที่ร้านขายหนังสือ เพื่อหาดูรูปที่มีพระ เมื่อผมดูรูปแล้วก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เป็นหลวงปู่ทวด หรือหลวงปู่โต เพราะเห็นไม่ถนัด ผมก็เลยสนใจเรื่องพระขึ้นมา และได้เริ่มซื้อหนังสือหลวงปู่ทวด และหนังสือหลวงปู่โต มาศึกษาหาความรู้ และคิดว่า เราศึกษาทางโลกมาก็มากมายจนจบปริญญาแล้ว แต่ทางธรรมซิเราไม่เคยศึกษาเลย ทั้งๆที่มันอยู่กับชีวิตของเรามาตั้งแต่เกิดจนตาย พอคิดได้ดังนั้น ผมก็เริ่มศึกษาทางธรรม และฝึกกรรมฐานสายสมเด็จพุฒาจารย์โต ตั้งแต่ปี 50 จนถึงปัจจุบัน

พอผมฝึกมาได้ประมาณ 2 ปีกว่าๆ วันหนึ่งผมมีโอกาสได้ไปที่ห้างคาร์ฟู ผมได้ไปที่ร้านขายหนังสือ และได้ซื้อหนังสือสมเด็จพุฒาจารย์โตมาเล่มหนึ่ง ซึ่งเขียนโดย คุณลุงประเสริฐ มณีโรจน์ ท่านเขียนได้ดีมาก พร้อมทั้งมีรูปถ่ายพระสมเด็จฯ เท่าขนาดของจริงมาด้วย จำนวน 316 องค์ เป็นพระที่บ้านของท่านเอง มีหลายแบบ ที่สำคัญมีที่อยู่ของท่านด้วย พอว่างผมก็เลยโทรไปคุยกับท่าน และบอกท่านว่า ถ้ามีเวลาแล้วจะขึ้นไปเยี่ยมท่าน ท่านก็ไม่ว่าอะไร บ้านของท่านอยู่แถวบางกะปิ ม.รามคำแหง พอมีเวลาผมก็ขึ้นไปเยี่ยมท่าน พอพบกันผมก็คุยเรื่องปฏิบัติธรรมให้ท่านฟัง ท่านก็คุยเรื่องปฏิบัติธรรมให้ผมฟัง ว่าท่านปฏิบัติมาแล้ว 10 กว่าปี ยังสู้ผมซึ่งพึ่งปฏิบัติมาเพียง 2 ปีกว่าๆยังไม่ได้เลย  พอได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมจึงขอตัวลากลับ ท่านก็เลยเข้าไปในห้อง แล้วหยิบเอาพระสมเด็จวัดระฆังมาให้ผม 2 องค์ เป็นพิมพ์ไกรเซอร์ 1 องค์ และอีกองค์ก็เป็นพระสมเด็จฯ ซึ่งหล่อไว้ในชันยางไม้ ลงรักปิดทองห่อชันยางไม้ไว้อีกชั้นหนึ่ง และนี่คือที่มาของพระองค์นี้  และที่เห็นใสจนเห็นเนื้อในของพระนั้น ผมได้นำเอาพระที่หล่อลงรักปิดทอง ไปให้ช่างเลี่ยมพระทำการขัดรักและทองออก จนใสเห็นเนื้อในของพระ ครั้งนั้นก็ไม่มีอะไร


หลังจากที่ผมปฏิบัติธรรมมาเรื่อยๆ อยู่มาวันหนึ่งซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิด เป็นวันพระจำได้ว่าเป็นวันพฤหัสฯพอดี  ผมเลยตั้งใจว่าวันนี้จะสวดพระคาถาชินบัญชร เท่ากับอายุของตนเองซักหน่อย วันนั้นก็เลยสวดพระคาถาชินบัญชรตั้งแต่บ่ายโมงกว่าๆ จนถึงสี่โมงเย็นกว่าๆ ก็ไปไม่ไหวแล้วรวมแล้วสวดได้ 49 จบ ไม่ถึงครบอายุเพราะตอนนั้นอายุ 54 ปี ลุกขยับตัวแทบจะไม่ได้เหน็บชากินทั้งตัวต้องหยุดเพียงเท่านั้น พอกลางคืนก่อนนอนก็เข้าไปสวดมนต์อีกครั้งหนึ่ง ลืมบอกไปว่าตอนผมสวดพระคาถาชินบัญชรนั้น ผมได้ใช้ด้ายสายสิญจน์พันรอบองค์พระในห้องทั้งหมด ซึ่งมีพระรูปหล่อสมเด็จฯ หน้าตัก 29 นิ้ว 2 องค์ และ 9 นิ้วอีกประมาณ 1องค์ หลวงปู่ทวด 19 นิ้ว 2 องค์ และ 9 นิ้วอีก 4-5 องค์ พระพุทธอีกประมาณ 20 องค์ นำด้ายพันทุกองค์รวมถึงพระสมเด็จที่อยู่ในชันยางไม้ด้วย หลังจากสวดมนต์เสร็จพอปิดไฟจะเข้านอน มองตรวจดูความเรียบร้อยภายในห้องพระ ผมก็ต้องตกใจ เมื่อมองไปที่พระสมเด็จองค์ที่อยู่ในชันยางไม้นั้น ปรากฏว่าเห็นมีแสงสว่างฟุ้งออกมาจากหน้าอกพระ ผมจึงก้มลงกราบด้วยความเคารพไม่ยากเชื่อกับสายตาตนเองว่าจะเป็นไปได้ และกราบขออนุญาตถ่ายรูปไว้ ตามที่ผมได้ถ่ายมาให้ดูนี่แหละ ผมคิดว่าเดี๋ยวแสงมันก็คงจะหายไป แต่พอเอาเข้าจริงๆแล้ว แสงมันกลับไม่หายอย่างที่คิด มันกรายเป็นคล้ายๆใบเฟิร์นที่งอกออกมาจากหน้าอกพระ และเปล่งเป็นประกรายฟุ้งออกมาเป็นสีทองที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ ท่านก็คงจะแสดงปาฏิหาริย์ให้เห็นว่า มึงไม่ต้องมาเที่ยวส่องดูกูอีกแล้ว และรอบๆฐานองค์พระนั้นก็มีเม็ดพระธาตุสีขาวกรมๆ คล้ายดอกมะลิ ลอยอยู่รอบๆฐานองค์พระเต็มไปหมด ดังรูปที่ถ่ายมาให้ดูแล้ว  

ต่ออีกนิด ทำไม? ผมถึงจะสร้างสถานปฏิบัติธรรมของสมเด็จฯ อยู่มาวันหนึ่งผมเองก็ได้สวดมนต์ไหว้พระไปตามปกติที่เคยปฏิบัติมา แต่อยู่ๆก็รู้สึกว่า ไม่ค่อยสบายใจและหงุดหงิดโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นอยู่ประมาณร่วม 1 อาทิตย์ ทะเลาะกับภรรยาที่บ้านจนมองหน้ากันไม่ติด ทั้งๆที่ไม่มีสาเหตุอะไรเลย ผมก็เลยตั้งสติทบทวนหาสาเหตุของเรื่องมันก็ไม่ทราบสาเหตุ หาไม่พบว่าเกิดจากอะไร เมื่อเข้าสวดมนต์ในห้องพระผมเลยมาตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้ามีอะไรก็ให้หลวงปู่ช่วยชี้ทางด้วยแล้วผมจะทำตามทุกอย่าง วันนั้นหลังจากสวดมนต์ไหว้พระเสร็จแล้ว อยู่ๆจิตก็แว็บขึ้นมาทันที ให้ขับรถไปหาสถานที่ปฏิบัติธรรมทั้งๆที่ไม่เคยคิดมาก่อน พอขับรถไปตามเส้นทางและเลี้ยวกลับมาห่างตัวเมืองประมาณ 10 กม. กว่าๆ รถก็มาหยุดเอาริมทางตรงที่ว่างพอดี ผมก็มองดูที่ว่างตรงนั้นก็มีความรู้สึกชอบ และได้เดินลงไปถามคนแถวนั้นดูว่า ที่แปลงนี้เป็นของใคร เจ้าของจะขายไหม ก็ได้พบลุงคนหนึ่งแกก็เล่าให้ฟังว่า ที่แปลงนี้แต่ก่อนเป็นของพ่อตาแก และแกก็ได้ขายให้คนอื่นไปแล้ว เจ้าของที่คนนั้นก็ประกาศขายที่แปลงนี้อยู่มาหลายปีแล้ว แต่ก็ขายไม่ได้สักที แล้วแกก็ถามผมว่าจะมาดูที่ไปทำอะไร? ผมก็ตอบแกไปว่า จะเอาที่ไปสร้างสถานปฏิบัติธรรม แล้วผมก็ขอร้องแกให้พาเดินไปดูเขตที่ ขณะที่เดินดูเขตที่ไปนั้น ผมก็ชี้ว่าจะสร้างพระตรงนี้ ลุงคนนั้นถึงกับเดินหนีผมไปเลย พอเดินกลับมาถึงบ้านแก ผมก็ถามแกว่าลุงรีบเดินกลับมาก่อนผมทำไม ”ลุงร้อนหรือ?” แกก็บอกว่าเปล่า แกทำหน้าเหมือนโดนผีหลอก แล้วแกก็เล่าเรื่องให้ผมฟังว่า เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว พ่อตาแกบอกว่า คืนวันหนึ่งเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง พ่อตาแกออกมายืนนอกกระชานหน้าบ้าน มองออกไปข้างนอกบ้านก็เห็นมีพระองค์ใหญ่ตั้งอยู่ ที่ตรงที่ผมชี้นั้น  แต่พอมาถึงวันนี้แกไม่อยากเชื่อว่าที่พ่อตาเล่าให้แกฟังนั้น มันจะเป็นความจริงได้ นี่คือความจริงที่แกเล่าให้ผมฟัง มันเป็นเหตุบังเอิญ หรือเหตุที่ถูกกำหนดผมก็ไม่ทราบได้ ทุกอย่างที่ผมเล่ามานี้มันเป็นความจริงทั้งสิ้น ทุกคนยังมีชีวิตอยู่สามารถตรวจสอบได้

ส่วนเรื่องที่จะสร้างสถานปฏิบัติธรรมสมเด็จพุฒาจารย์โต และพระอาจารย์แสงให้ท่านนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ผมต้องนอนคิดอยู่หลายวันจนถึงปัจจุบัน แล้วผมก็ได้นิมิตหลวงปู่มาว่า การสร้างบุญนั้น คนเดียวก็สร้างได้ แต่การสร้างบุญบารมีนั้น ต้องร่วมกันสร้างหลายๆคน ถึงจะสำเร็จได้ ดั่งคำกล่าวในนิมิตสมเด็จโตว่าไว้ดังนี้
“คนทั้งปวงเขาพากันสร้างรูปของข้าทั่วแผ่นดิน แต่จะหาใครคิดสร้างรูปของอาจารย์ข้าน้อยเหลือเกิน ข้ามิอาจที่จะทำด้วยตัวของข้าเองได้ ขอให้พวกเจ้าจงช่วยเป็นมือ เป็นแขน เป็นขา ทำแทนข้าด้วย
ช่วยกันเผยแผ่เกียรติคุณของอาจารย์ข้า ให้เป็นที่ประจักษ์แก่แผ่นดินนี้สืบไป  ที่มีขรัวโตได้ในวันนี้ ก็เพราะข้ามีอาจารย์แสงเป็นอาจารย์ของข้านี้เอง“

กตัญญูตาคุณต่ออาจารย์ของสมเด็จพุฒาจารย์ (โตพรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตารามมหาวรวิหาร

ผมจึงขอตั้งจิตอธิษฐานว่าจะทำการเผยแผ่เรื่องนี้ให้สาธุชนชาวพุทธและผู้เคารพศรัทธาในสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
ทั่วประเทศ ได้ทราบถึงการสร้างบุญมหากุศลในครั้งนี้ และขอตั้งสัตยาธิษฐานต่อหลวงปู่ (สมเด็จโต) และ (หลวงปู่แสง) พระอาจารย์ทั้งสองว่า ผมจะดำเนินการเรื่องนี้ ให้แล้วเร็จภายในเวลา 2 ปี นับแต่เดือน พฤษภาคม 56 - พฤษภาคม 58
ถ้าสำเร็จก็ถือว่าเป็นบุญบารมี ที่หลวงปู่ให้มาร่วมกับพี่น้องชาวลพบุรี และชาวพุทธทั่วประเทศ สถานที่ตรงนี้ ก็จะเป็นประวัติศาสตร์ของจังหวัดลพบุรี  “ชาวพุทธทั่วประเทศ” และพุทธสาธุชนทั่วโลกจะได้ทราบว่า ที่ตรงนี้เป็นที่เกิดของ อาจารย์หลวงปู่แสง และศิษย์สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ต่อไป “ แต่ถ้าไม่สำเร็จ ผมก็ขอบอกหลวงปู่ทั้งสองว่า ผมจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก  เพราะบุญบารมีผมน้อย ไม่สามารถที่จะทำงานครั้งนี้ให้เกิดผลสำเร็จแก่หลวงปู่ทั้งสองได้ ผมจะขอปฏิบัติธรรมเช่นเดิมไปเพื่อแสวงหาความสงบ และความหลุดพ้น จนกว่าจะสิ้นอายุไขของผม  ส่วนเงินที่ได้รับการบริจาคมานั้น ผมจะนำไปทำบุญถวายวัดต่างๆ ตามความเหมาะสมต่อไป

จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวพุทธทั่วประเทศได้ร่วมกันบริจาคเงิน เพื่อสร้างสถานปฏิบัติธรรมให้แก่พระอาจารย์ทั้งสอง เพื่อเป็นเกียรติคุณและเป็นที่ประจักษ์แก่แผ่นดินนี้สืบไป ดั่งคำกล่าวของสมเด็จโตท่านในนิมิตว่าไว้

ขอเจริญในบุญครั้งนี้แก่ทุกท่าน
ร้อยตำรวจตรีสมาน กุญแจทอง
ธนาคารกรุงไทย  บัญชีเลขที่  111-0-58303-6
สาขาลพบุรี จังหวัดลพบุรี

โทร. 089-988-7818 พระอธิการเดช กตปุญโญ เจ้าอาวาสวัดศรีธรรมโสภณ หรือร้อยตำรวจตรีสมาน กุญแจทอง โทร. 089-269-5854 ท่านที่บริจาคเงินเข้ามาช่วยโทรบอกด้วย และตรวจสอบดูชื่อจำนวนเงินของตนเอง skt615639.sktgmail.com ได้ว่าถูกต้องหรือไม่ จะอับเดทข้อมูลไปตลอด หรือเข้าดู www.google.com พระดีของคนบุญ ขอบคุณ

"ภาพปาฏิหาริย์ พระสมเด็จวัดระฆัง หล่อไว้ในชันยางไม้"
พระสมเด็จองค์นี้ ทำขึ้นจากพระธาตุอรหันต์ล้วนๆ ที่สมเด็จพุฒาจารย์(โต. พรหมรังสี)ท่านได้สร้างเอาไว้หลังจากท่านสำเร็จชาญกรรมฐาน และได้พระธาตุอรหันต์มาเป็นสิ่งตอบแทน ท่านได้หล่อไว้ในชันยางไม้เพื่อกันไม่ให้พุพังไปตามกาลเวลาฯ จะเก็บไว้ที่สถานปฏิบัติธรรมหลังจากที่สร้างเสร็จแล้ว เพื่อให้สาธุชนชาวพุทธทั่วประเทศหรือชาวพุทธทั่วโลกได้มากราบไหว้สักการบูชา และมาชมบารมีพลังพุทธคุณที่เห็นจริงได้ เป็นสิ่งยึดเหนี่ยว บาป บุญ คุณโทษ สืบต่อพระพุทธศาสนาต่อไป




สิ่งนี้คือ พระสมเด็จที่หลวงปู่โต
ท่านให้มาเป็นกำลังใจที่จะสร้างสถานปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ และพระสมเด็จอีกหลายๆรุ่นหลายแบบที่มีอยู่เพื่อตอบแทนแก่ผู้ที่บริจาคเงินร่วมทำบุญตามจำนวนที่ระบุไว้จะมอบพระให้ เจตนารมณ์ที่แท้จริงของการสร้างวัตถุมงคล พระสมเด็จวัดระฆังของสมเด็จพุฒาจารย์โตนั้น เพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนา” วัตถุมงคลของท่านถึงได้ศักดิ์สิทธิ์ตลอดกาล และผมหวังว่าคงจะได้รับกำลังใจ ความร่วมมือจากพี่น้องชาวพุทธทั่วประเทศ ที่เคารพนับถือสมเด็จโตท่านฯ จะช่วยกันคนละไม้คนละมือ ตามแต่กำลังศรัทธาที่จะบริจาคเงินเข้าร่วมสร้างในครั้งนี้ สาธุๆๆ





พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ไกเซอร์ ที่ได้รับมาคู่กัน



พระสมเด็จวัดระฆังพระประทานพิมพ์ใหญ่


เป็นพระสมเด็จรุ่นแรกๆ ที่สมเด็จโตสร้างใส่ไว้ในโถลายครามสังคโลก เก็บไว้ที่หัวซุ้มรอบๆวังหลวง  วังหลัง วังหน้า เพื่อป้องกันสิ่งที่ไม่ดีเข้ามาในเขตวังหลวงสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นพระที่สร้างด้วยข้าวก้นบาตร ปูนเปลือกหอย ดินสอพอง แร่ดอกมะขาม พระธาตุ และมวลสารต่างๆของท่าน จึงยุบตัวได้มากกว่าพระสมเด็จรุ่นหลังๆ ที่สร้างด้วยเนื้อปูน เป็นพระรุ่นพิเศษหายาก พลังพุทธคุณสูงกว่าพระสมเด็จรุ่นอื่นๆที่ท่านสร้างไว้ ไม่มีในท้องตลาดหรือทั่วๆไป พระรุ่นนี้หลวงปู่โตท่านให้มาเพื่อสร้างมหาเจดีย์ วัดถ้ำอริยสัจสี่ ที่จังหวัดลพบุรี  แต่การสร้างมหาเจดีย์ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว จึงนำมาตอบแทนแก่ผู้ทำบุญสร้างสถานปฏิบัติธรรม ตามจำนวนทีระบุไว้ มีเพียง 40 องค์เท่านั้น


ที่มาของพระสมเด็จวัดระฆังชุดนี้ เป็นพระที่ผมได้มาโดยไม่รู้ด้วยว่าเป็นพระแท้ คือครั้งนั้นผมได้เริ่มปฏิบัติธรรมมาได้ปีกว่าๆ ผมก็มีโอกาสได้ไปเที่ยววัดถ้ำอริยสัจสี่ ได้ทำบุญที่วัดแล้ว ได้เดินดูรอบๆวัดเห็นว่าทางวัดเขากำลังจะสร้างมหาเจดีย์ขึ้นที่บนยอดเขา เพื่อครอบรอยพระพุทธบาทองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่บนยอดเขา ผมได้เดินขึ้นไปดูบนยอดเขาที่จะสร้างเพื่อกราบสักการบูชา แล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธาต่อการสร้างมหาเจดีย์ในครั้งนี้ เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว มานั่งคิดว่าเราจะร่วมสร้างมหาเจดีย์ครั้งนี้อย่างไร ก่อนนอนของทุกคืน ผมจะเข้าห้องพระสวดมนต์ก่อนนอนทุกครั้ง  และสวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก คาถาชินบัญชรจบแล้ว  ก็เลยตั้งจิตอธิฐานต่อหน้ารูปหล่อสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ว่า ถ้าลูกมีบุญวาสนาจะได้สร้างมหาเจดีย์ในครั้งนี้ ก็ขอให้ลูกได้พระสมเด็จวัดระฆังมาครอบครองด้วยเถิด  แล้วลูกจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เอาจำหน่ายไปเพื่อนำเงินมาสร้างมหาเจดีย์ ส่วนที่ 2 นำเข้าไว้ในมหาเจดีย์ให้คนได้กราบไหว้บูชา ส่วนที่ 3 ลูกจะเก็บไว้บูชาเองที่บ้าน


พอวันต่อๆมา วันหนึ่งผมมีโอกาสไปกินข้าวนอกบ้านกับภรรยา ขณะกินข้าวกันอยู่นั้น ได้มีลุงคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน พร้อมทั้งถือห่อผ้าสีแดงเก่าๆ ยื่นให้โต๊ะนั้นดูที  ให้โต๊ะนี้ดูที ไม่มีคนสนใจ พอมาถึงโต๊ะผมแกก็บอกว่าน่าจะเป็นของผม  ผมก็ถามแกว่ามันคืออะไร? แกตอบว่าอยู่ในห่อมันคือพระเก่าเป็นพระสมเด็จ  ผมก็เลยขอให้แกแกะให้ดู ผมเห็นว่ามันเก่าดี ผมเลยถามแกว่าคิดเท่าไหร่? แกบอกว่าไม่เอาเงินหรอก  มันคือของผม  ผมเลยให้เงินแกไป 3 พันกว่าบาท แกก็ปฏิเสธไม่เอามันมากไป ผมเลยบอกแกว่า นั้นลุงเอาไปทำบุญก็แล้วกัน แกก็รับเงินไป แล้วเดินออกจากร้านไป พอผมนึกขึ้นมาได้ว่าลืมถามแกว่าเป็นพระสมเด็จอะไรที่ไหนมาอย่างไร ลุกเดินออกไปดูเพื่อจะถามให้รู้ก็ไม่เห็นแกแล้ว ถามเด็กหน้าร้านบอกว่าไม่เห็น นี่คือที่มาของพระชุดนี้ พอวันต่อมา ผมเอาไปให้เซียนทั้งหลายดูเขาบอกว่าไม่ดี  ผมก็ไม่ได้สนใจพระชุดนี้อีกเลย อยู่มาอีกหลายเดือนต่อมา วันนั้นเป็นวันพระผมตั้งใจว่าวันนี้จะขอกินมังสวิรัต ล่ะกินเนื้อสัตว์ถือศีลสวดมนต์นอนในห้องพระ นุ่งขาวห่มขาวทั้งวันทั้งคืน  ขณะนอนหลับอยู่ในห้องพระคืนนั้น อยู่ๆผมได้นิมิตหลวงปู่โตว่า  ที่ขอไปนั้นได้ให้มาแล้วนะ  ผมถึงรู้ว่าพระชุดนี้เป็นของหลวงปู่ท่านแท้แน่นอน ผมจึงกลับไปที่วัด เพื่อนำพระส่วนหนึ่งไปให้ทางวัดจำหน่ายนำเงินมาสร้างมหาเจดีย์ ถึงรู้ว่าทางวัดได้ยกเลิกการสร้างมหาเจดีย์ไปแล้ว เพราะทางกรมป่าไม้เขาไม่อนุญาตให้สร้างเป็นเขตป่าสงวน พระชุดนี้จึงตกอยู่กับผมมาจนถึงทุกวันนี้  เพื่อมอบเป็นสิ่งตอบแทนแก่ผู้บริจาคเงินทำบุญตามจำนวนที่ระบุไว้  สร้างสถานปฏิบัติธรรมสมเด็จพุฒาจารย์ (โตพรหมรังสี) และหลวงปู่แสงอาจารย์ของท่าน  ถือว่าเป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนา ของหลวงปู่ท่าน  ก็ขอเจริญในบุญแก่ผู้บริจาคเงินในครั้งนี้  นะครับ





ตัวอย่างพระสมเด็จวัดระฆัง ที่เหลือให้ติดต่อและขอดูพระจริงที่ร้อยตำรวจตรีสมาน

พระซุ้มกอ, พระนางพญา, พระผงสุพรรณ, พระคง   เป็นพระเนื้อเขียวกรุเจดีย์ทองวัดพระแก้ว เป็นพระหายากอีกชุดหนึ่งที่สมเด็จโตท่านสร้างไว้ เป็นพระรุ่นพิเศษพลังพุทธคุณนั้นเหมือนพระสมเด็จวัดระฆัง วังหลัง วังหลวง วังหน้า ทุกประการ  เพื่อแจกแก่ข้าทาสบริพารในราชสำนักเท่านั้น ส่วนที่เหลือหลวงปู่โตท่านได้นำลงไว้ในกรุเจดีย์ทองวัดพระแก้วหมด ผู้ที่จะมีพระรุ่นนี้ไว้ครอบครองนั้น ส่วนมากจะเป็นตระกูลข้าทาสบริพารเก่าเท่านั้น  นอกนั้นโอกาสจะมีไว้ครอบครองยาก   หลวงปู่โตท่านให้มาเพื่อตอบแทนแก่ผู้ทำบุญสร้างสถานปฏิบัติธรรมเพียง 60 องค์เท่านั้น  ก็ขอเจริญในบุญอีกครั้ง  สาธุ ๆ ๆ







ภาพตัวอย่าง
           
หลวงปู่โตบอกมา    การใช้พระสมเด็จวัดระฆังให้มีพลังพุทธคุณนั้น ต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเองเสียก่อน  1. สวดมนต์ไหว้พระไหม  2. มีศีล5ไหม  3. ศรัทธาในพุทธคุณจริงไหม(ไม่ใช่แค่ยกมือสาธุ)  4. สวดชินบัญชรไหม  ถ้าคุณมีสิ่งที่ผมบอกมานี้ และปฏิบัติได้คุณมีพระสมเด็จเหมือนแก้วสารพัดนึก  ไม่ว่าพระแท้ หรือพระปลอม พระแท้หรือพระปลอมเป็นเพียงสิ่งสมมุติเท่านั้น  “ตัวคุณเองต่างหากคือของแท้”  ต้องทำตัวให้มีพุทธคุณเสียก่อน  การใช้พระสมเด็จวัดระฆังนั้น ถึงจะศักดิ์สิทธ์มีพุทธคุณ  สาธุ ๆ ๆ







ดับเบิ้ลคลิ๊กที่ภาพ เพื่อดูรายละเอียดแผนผังการสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรม และป้ายบอกบุญ




พระสมเด็จวังหน้า และวังหลวง 


พระสมเด็จวังหน้า หรือบางท่านเรียกว่า พระสายวัง หรือพระตระกูลวัง เท่าที่ศึกษาพบว่า เป็นพระพิมพ์ที่สร้างโดยพระบัณฑูร (คำสั่ง) ของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ให้ช่างสิบหมู่แห่งวังหน้าเป็นผู้สร้าง แล้วนำเข้าพระราชพิธีพุทธาภิเษกหลวงที่พระอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส ตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2515 ย้อนลงไปหลายปี โดยมีผู้อธิษฐานจิตหลักคือ เจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และคณะหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร โดยเฉพาะหลวงปู่อิเกสาโร (อทิสมานกาย) พระส่วนใหญ่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2411 ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ (รัชกาลที่ 5) และมีการสร้างหลากหลายพิมพ์ หลายเนื้อ หลายวาระ มีทั้งไม่ฝากกรุและฝากกรุ กรุที่สำคัญได้แก่ กรุพระธาตุพนมจำลองในวัดบวรสถานสุทธาวาส (กรุวังหน้า) และกรุวัดพระแก้ว โดยเฉพาะกรุวัดพระแก้ว ได้มีการนำเอาพระวังหน้ามาฝากกรุในภายหลังอีกหลายครั้ง ส่วนความนิยมนั้น ในอดีตมีผู้นิยมในวงแคบเฉพาะตระกูลเก่าแก่และตระกูลเจ้านาย หรือผู้ที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ รวมทั้งนักภาวนาที่รู้เห็นความอัศจรรย์ด้วยญาณใน ส่วนกลุ่มเซียนอาจมีทั้งยอมรับและไม่ยอมรับ บางกลุ่มก็บอกว่า เป็นของปลอม เป็นพระยี่เก หรือเป็นพระตลกมันฮา บางกลุ่มก็บอกว่า เป็นพระแท้ที่เขาไม่เล่นกัน ก็ว่ากันไป เพราะเป็นนานาจิตตัง.... แต่ผ่านมาถึงยุคสมัยนี้ มีผู้สนใจมากขึ้น ข้อมูลการศึกษาก็มีมากขึ้น ตระกูลเก่าแก่ก็เริ่มนำพระออกมาเปิดเผยกันมากขึ้น..... นักภาวนา ผู้ปฏิบัติธรรม หรือผู้มีญาณในที่สามารถสัมผัสพลังหรือสื่อเห็นถึงผู้สร้างและผู้อธิษฐานจิตก็มีมากขึ้น พระสายวังจึงได้รับความนิยมขึ้นมาอีกครั้ง


พระสมเด็จเบญจสิริ หรือเบญจรงค์ สร้างโดยกลุ่มวังหน้า เจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) อธิษฐานจิตปี 2411 พระองค์นี้ ดร.นนต์ ได้รับจากเจ้าสัวผู้บริหารเบียร์ช้าง เมื่อคราวไปบรรยายที่โรงแรมขอนแก่นโฮเทล จังหวัดขอนแก่น ประมาณปี 2553

 
ในโอกาสนี้ ผมจึงขอนำเอาข้อมูลบางส่วนมาเปิดเผยสู่สาธารณะ ความรู้ส่วนหนึ่งได้รับมาจากคุณคมสัน ซึ่งพำนักอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านส่งข้อมูลและภาพพระสมเด็จสายวังของท่าน มาให้ผมเผยแพร่ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว คุณคมสันท่านเป็นนักภาวนาสายหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร จึงนับว่าเป็นผู้ที่มีบุญและญาณสัมผัสอีกผู้หนึ่ง ที่สะสมพระสมเด็จสายวังจำนวนมาก ดังตัวอย่างข้อความจากหนังสือ "พระสมเด็จกรุวัดพระแก้ว(วังหน้า)" หนังสือเล่มนี้ ผู้มีชื่อเสียงได้เขียนคำนิยมไว้เพื่อเป็นการยืนยันว่าเป็นพระแท้ที่มีอยู่จริง อาทิเช่น


-คำนิยมฝ่ายสงฆ์ โดยพระราชรัตนนภรณ์ เจ้าอาวาสวัดอินทรวิหาร
-คำนิยม โดยศาสตราจารย์ ดร.นพ.เทพนม เมืองแมน
-คำนิยม โดยอาจารย์เฉลิมศักดิ์ รามโกมุท

นอกจากนั้น บนปกหนังสือยังพิมพ์ว่า
.....สร้างโดยกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ อุปราชองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์จักรี ร่วมกับเจ้าพระยาภานุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) หรือเจ้าคุณกรมท่า
.....เนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองครองราชย์พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราข (รัชกาลที่ 5) พ.ศ. 2411....

ส่วนเนื้อหาด้านในทั้งหมดให้ไปศึกษาจากหนังสือเล่มดังกล่าวอีกครั้ง ส่วนในบล็อกนี้ ผมขอคัดลอกมาเพียงบางส่วนดังนี้

ดับเบิ้ลคลิ๊กที่ภาพ เพื่อขยายภาพใหญ่ขึ้น








พระสมเด็จวังหน้า ของ ดร.นนต์ ที่เก็บสะสมไว้ส่วนหนึ่ง


พระสมเด็จวังหน้าเนื้อหยก ปี 2411

















พระสมเด็จวังหน้า ของคุณคมสันต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา












พระสมเด็จวังหน้า ของร้อยตำรวจตรีสมาน กุญแจทอง